นายวชิรา บุตรวัยวุฒิ หัวหน้าสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดประเวศ บ้านพิชิตใจ เปิดเผยว่า บ้านพิชิตใจ เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่รักษาผู้ติดยา โดยวิธีการรักษาจะใช้ 2 โปรแกรมในการบำบัดผู้ติดยาเสพติด ได้แก่ โปรแกรมชุมชนบำบัดและการบำบัดรักษาแบบกายจิตสังคมบำบัด โดยทั้ง 2 โปรแกรมดังกล่าวจะเริ่มนำมาใช้หลังจากผู้ป่วยได้รับการถอนพิษยามาแล้วจากศูนย์สาธารณสุข
การเข้ารับการรักษาเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายและจิตใจในบ้านพิชิตใจนั้น ใช้ระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งก่อนรับเด็กเข้ามามาอยู่ที่นี่จะมีการย้ำเสมอว่าขอให้มาพักโดยสมัครใจ ไม่อยากให้ผู้ปกครองบังคับมาอยู่ เพราะการบังคับเด็กจะทำให้เด็กรู้สึกต่อต้านไม่ยอมปฏิบัติตามกฎระเบียบ สุดท้ายก็หนีกลับไปติดยาอีก
"ผมพยายามจัดกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งสอดแทรกความรู้ โดยเฉพาะชี้ให้เห็นถึงโทษของยาเสพติดที่ทำให้ร่างกายทรุดโทรม และเป็นที่รังเกียจของสังคม ดังนั้น จึงสอนให้เด็กรู้จักยับยั้งช่างใจไม่หันไปเสพยาอีก"
เผยชีวิตผู้ติดยา
เก่ง อายุ 19 ปี ผู้หนึ่งที่กำลังอยู่ระหว่างการบำบัดยาเสพติด เล่าว่า ช่วง 3-4 เดือนที่เข้ามาอาศัยร่มไม้ชายคาของบ้านพิชิตใจ ทุกต้องจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของที่นี่อย่างเคร่งครัด โดยเริ่มตั้งแต่ 6 โมงเช้าเรื่อยไปจนถึง 3 ทุ่ม โดยในช่วงเช้าจะปล่อยให้ทุกคนปฏิบัติภารกิจส่วนตัวก่อน แล้วจึงมาออกกำลังกายและเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆเช่น การปลูกผักสวนครัว เล่นกีฬา การเรียนรู้ฟื้นฟูจากสภาพยาเสพติด เป็นต้น
นอกจากตารางกิจกรรมดังกล่าวแล้ว สมาชิกของบ้านพิชิตใจทั้ง 50 คนจะต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาประกอบอาหาร 3 มื้อ "ลองนึกภาพเด็กผู้ชายที่ไม่เคยเข้าครัวมาก่อน จะหยิบจะจับและปรุงอาหาร ช่วงเดือนแรกรสชาติแย่มาก แต่ทุกคนก็กินกันอย่างเอร็ดอร่อย สืบเนื่องจากการที่ทุกคนเสียพลังงานไปกับกิจกรรมต่างๆ อย่างไรก็ดี รสชาติอาหารพัฒนาขึ้น ชนิดที่เรียกว่า นักชิมทั้งหลายต้องประทับตราให้ทีเดียว"
อำนาจ กล่าวยอมรับว่า การปฏิบัติตามกิจกรรมนั้น ช่วงที่เข้ามาอยู่แรกๆ "รู้สึกอึดอัดอยากจะต่อต้านด้วยความรุนแรง" เพราะความรู้สึกลึกๆแล้วไม่ต้องการให้ใครมาบังคับทำอย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าหากเปรียบเทียบกับบ้าน "เก่งไม่ต้องทำอะไรขอคุณพ่อคุณแม่ ท่านก็หามาให้" อย่างไรก็ตาม พี่ๆซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่คอยดูแลพวกเรา จะพยายามเตือนสติเสมอว่าสิ่งของที่สร้างขึ้นจากมือด้วยตนเองจะเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ
การที่บ้านพิชิตใจจัดกิจรรมจำนวนมากในแต่ละวันนั้น ส่งผลให้ไม่มีเวลาคิดเรื่องยาเสพติด ขณะที่กิจกรรมยังได้สอดแทรกความรู้แล้วนำมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตด้วย
หลังจากนั้น เก่ง ยังฉายภาพการเข้าไปเสพยาบ้ากว่า 3 ปีก่อนหน้านี้อีก ว่า ก่อนหน้าที่จะติดยาบ้านั้น เริ่มต้นจากการหัดสูบบุหรี่ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้น ม. 1 ซึ่งมีความคิดว่าเท่ และบุหรี่ช่วยให้เข้ากับเพื่อนในโรงเรียนเดียวกัน คือ 'คุยกันรู้เรื่อง' แต่มาระยะหลังก็ได้เปลี่ยนจากบุหรี่มาเป็นกัญชา จนสุดท้ายมาหยุดอยู่ที่ "ยาบ้า".. "ช่วงที่เปลี่ยนจากกัญชามาเป็นยาบ้านั้น อยู่ระหว่างวัยคะนอง คิดว่าการลองเสพเพียงครั้งเดียวไม่ติดยาหรอก ถึงติดก็สามารถเลิกได้ แต่การทดลองเพียงครั้งเดียวทำให้อนาคตของผมต้องดับทันที" เนื่องจากมีความรู้สึกต้องการยาถี่ขึ้นและปริมาณมากขึ้น ระยะแรกๆ จะอดข้าวเพื่อนำเงินที่ได้รับเป็นค่าอาหารกลางวันไปซื้อยา แต่มาช่วงหลังเงินที่ได้ก็ไม่พอไปซื้อยา จึงขโมยของในบ้านไปขาย และเป็นช่วงทางโรงเรียนมีหนังสือแจ้งว่าขาดโรงเรียนบ่อย จึงถูกพ่อแม่ซักไซร้จนต้องยอมรับว่า 'ติดยา' และวันที่ยอมรับว่าติดยานั้น 'ผมเห็นน้ำตาพ่อแม่ไหลหยดลงพื้น' จังหวะนั้น 'เก่งบอกว่าจะเลิก' ท่านยิ้มทั้งๆ ที่น้ำตาคลอเบ้า
หลังจากนั้น พ่อแม่ก็แจ้งกับทางโรงเรียนขอพักการเรียนชั่วคราว พร้อมกันนั้นก็โทรศัพท์ปรึกษาแพทย์หลายแห่งเพื่อหาสถานที่บำบัดรักษา จนในที่สุดได้มารักษาที่ศูนย์บำบัดยาเสพติด กทม.ประมาณ 8 เดือน แพทย์ที่รักษาบอกว่าหายเป็น'ปกติ'แล้ว แต่แนะนำให้มาฟื้นฟูสภาพจิตใจยังสถานฟื้นฟูจิตใจที่บ้านพิชิตใจ "ระหว่างที่รักษาอยู่นั้น คนภายในครอบครัวไม่เคยทอดทิ้งผมเลย วันที่เปิดให้เยี่ยม พ่อแม่ พี่สาว จะมาหาตั้งแต่เช้าซื้อของมาให้และพูดคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้จนหมดเวลาเยี่ยม แต่จนถึงวันนี้ทุกคนไม่เคยถามว่าไปติดยาได้อย่างไร เรื่องที่ถามบ่อยที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องอนาคต จะกลับไปเรียนต่อจนจบ ม. 3 หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ได้ให้คำตอบว่าจะกลับไปเรียน กศน.ให้จบ ม. 3 หลังจากนั้นจะเรียนสายอาชีพ"
เก่ง ให้เหตุผลในการเลือกเรียนสายอาชีพว่า เรียนจบแล้วสามารถออกมาเปิดร้านเป็นของตนเอง เช่น ร้านทำผม อีกอย่างหนึ่งไม่ต้องการเป็นลูกจ้างบริษัท เพราะเชื่อว่าหากรู้ว่าเคยติดยามาก่อนจะถูกมองในภาพลบ ถูกรังเกียจจากเพื่อนร่วมงาน หากเป็นเช่นนั้นตนคงทำใจไม่ได้ "สิ่งหนึ่งที่อยากเตือนน้องอย่าทดลองเสพยาเลย เพราะผู้ที่ติดยาไม่ใช่จะโชคดีเสมอไป อย่างเช่นกลุ่มตน มีตนและเพื่อนอีก 1 คนที่เลิกได้ ขณะที่เพื่อนกว่า 10 คน บางคนติดคุก บางคนถูกยิงตายจากการติดตามของเจ้าหน้าที่ตำรวจ"
ด้าน จักร อายุ 23 ปี คืออีกคนหนึ่งที่เข้ามาอยู่ที่บ้านพิชิตใจ กล่าวว่า ตนเริ่มรู้จักเฮโรอีน สมัยเรียนอยู่ ม. 1 เทอม 2 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มก้าวเข้าสู่วัยรุ่น ในระหว่างนั้นจะชอบอยู่กับเพื่อนๆ มาก โดยเฉพาะวันหยุดจะนัดกันไปเที่ยวยังสถานที่ต่างๆ ที่วัยรุ่นชอบไปเที่ยวกัน เพื่อที่จะได้คุยอวนเพื่อนว่าได้ไปเที่ยวมาแล้ว ซึ่งสถานที่เหล่านั้นแฝงไว้ด้วยมหันตภัยร้าย แหล่งมั่วสุมยาเสพติด รวมทั้งเป็นแหล่งซื้อขายบริการทางเพศด้วย "ขณะนั้นผมหลงระเริงอยู่กับมันเกือบ 10 ปี เที่ยวผู้หญิงติดติดเฮโรอีน และกว่าพ่อแม่จะรู้ว่าผมติดยาก็อยู่ในขั้นที่รุนแรงแล้ว เมื่อพ่อแม่รู้ว่าติดยาก็ส่งไปยังสถานบำบัดต่างๆ ซึ่งก็อยู่ได้ไม่นานก็หนีกลับมาบ้าน ก็กลับไปเสพยาอีก จึงวนเวียนอยู่เช่นนี้เรื่อยมา จนวันหนึ่งเห็นเพื่อนสมัยเรียนอยู่ห้องเดียวกันแต่งชุดทำงาน เดินเข้าทักทายอย่างสนิทสนมเหมือนก่อน โดยสอบถามความเป็นอยู่ของเพื่อนๆ โดยบางคนมีงานทำแล้วแยกครอบครัวไปแล้ว ขณะที่เพื่อนกลุ่มของตนบางคนติดคุก บางคนหนีออกจากบ้านไปอยู่ที่ไหนไม่มีใครรู้"
จักร กล่าวต่อว่า หลังจากพูดคุยกับเพื่อนประมาณ 1 สัปดาห์ก็บอกกับทางบ้านว่าจะกลับไปสถานบำบัดยาเสพติดและรักษาจนกว่าจะหายเป็นปกติ โดยทางครอบครัวก็สนับสนุนเพราะเห็นว่าครั้งนี้คงจะรักษาอย่างจริงจังคงไม่หนีกลับมาอีก "ครอบครัวผมมีกิจการส่วนตัว พ่อแม่จึงทุ่มเทเวลาให้กับธุรกิจมากกว่ามาดูแลสมาชิกในครอบครัวว่าใครมีความเป็นอยู่อย่างไร มีเรื่องจะมาปรึกษาหรือเปล่า พ่อแม่ให้แต่เงิน และลูกจะไปไหน จะกลับเมื่อไหร่ จะไม่มีการซักถาม เพราะถือว่าทุกคนมีอิสระ อย่างไรก็ดี อยากฝากครอบครัวที่เลี้ยงลูกแบบอิสระให้หันมาเอาใจใส่ลูกบ้าง สังเกตพฤติกรรมว่าเปลี่ยนไปในทิศทางไหน หากเห็นสิ่งผิดปกติต้องพยายามสืบดูให้รู้ว่าเกิดจากอะไร เพื่อที่จะได้แก้ไขได้ทันเหตุการณ์" จักร กล่าวสะท้อนความในใจ
เผยความรู้สึกที่มีลูกติดยา
แม่ของจักร กล่าวว่า ครั้งแรกที่รู้ว่าลูกติดยาและถูกไล่ออกจากโรงเรียน ขณะนั้นรู้สึกเสียใจมาก เธอนอนร้องไห้ทุกคืน เพราะไม่รู้ว่าจะช่วยลูกชายเพียงคนเดียวให้เลิกยาด้วยวิธีไหน ไม่กล้าปรึกษาญาติ เพื่อนสนิท เนื่องจากเกรงว่าจะรังเกรียจลูกชาย ประกอบกับธุรกิจช่วงนั้นกำลังมีปัญหาด้านการเงิน หากไม่หาทางประคับประคองไว้ คาดว่าจะต้องปิดกิจการแล้วกลายเป็นบุคคลล้มละลาย
"ช่วงนั้นวิตกกังวลมาก โทรศัพท์ไปขอคำปรึกษาจากโรงพยาบาลหลายแห่งเพื่อหาสถานที่บำบัดรักษา เมื่อได้รายชื่อมาก็โทรไปสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีรักษาบ้าง ค่ารักษาบ้าง ก่อนส่งลูกชายไปรักษา สุดท้ายก็หนีกลับมาก่อนจบคอร์สทุกครั้ง และระหว่างที่กลับมาอยู่บ้านลูกก็ไปเสพยาอีก ลูกไม่รู้หรอกว่าแม่เสียใจมากแค่ไหนที่เห็นลูกเลิกยาไม่ได้ซักที อย่างไรก็ดี เห็นลูกเข้ามารักษาที่บ้านพิชิตใจแล้วรู้สึกว่า ครั้งนี้ลูกคงไม่ทำให้แม่ผิดหวังอีกแล้ว"
หากลูกหายเหมือนคนปกติจะส่งลูกเรียนบริหารธุรกิจ เพื่อให้ลูกรับช่วงทำธุรกิจต่อจากเธอ เรื่องเรียนไม่ได้มีการบังคับแต่เคยพูดคุยกับลูกก่อนหน้าที่จะเข้ารักษา ซึ่งลูกจะเป็นคนเลือกโรงเรียนด้วยตนเองว่าจะเรียนต่อที่ไหน ก่อนเรียนระดับอุดมศึกษา
อนึ่ง บ้านพิชิตใจเป็นสถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดของ กทม.จะรับผู้ป่วยยาเสพติดจากคลินิกผู้ติดยาของ กทม.17 แห่งและศูนย์ซับน้ำตาผู้ติดยาอีก 2 แห่งของ กทม.โดยจำกัดว่าต้องเป็นเพศชาย อายุระหว่าง 17-35 ปี และผ่านการทดสอบความตั้งใจ เข้าฟื้นฟูจิตใจก่อนกลับสู่สังคมเพื่อไม่ให้หวนกลับมาติดยาเสพติดอีก สำหรับผู้ที่ต้องการเลิกเสพยา สอบถามรายละเอียดที่ 0-2248-5746, 0-2245-7804, 0-2329-1353, 0-2329-1566

( ข่าวจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 29 สิงหาคม 2544 )