รศ.นวลจันทร์ ทัศนชัยกุล หัวหน้าสาขาบริหารงานยุติธรรม คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ตนได้ทำการวิจัยและศึกษาพฤิตกรรมเยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจและคุมครองเด็กและเยาวชน จำนวน 800 คนทั่วประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแพร่ระบาดของยาเสพติด โดยทำการสำรวจการแพร่ระบาดของยาเสพติดด้วยวิธีการสัมภาษณ์และตอบแบบสอบถาม ซึ่งผลการสำรวจพบปัจจัยหลัก 5 ประการ ที่เป็นตัวกระตุ้นให้ติดยา ได้แก่
  1. การศึกษาของเยาวชน
  2. การศึกษาของบิดามารดา
  3. ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว
  4. บริเวณที่พักอาศัย
  5. ความประพฤติของเยาวชนเอง
ทั้ง 5 ประการดังกล่าวจะเชื่อมโยงกันหมดเป็นลักษณะลูกโซ่ กล่าวคือเยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจส่วนใหญ่จะมีความรู้ค่อนข้างต่ำ เฉลี่ยอยู่ที่ระดับประถมศึกษาปีที่ 4 ประกอบกับเป็นวัยที่ชอบปฏิเสธพ่อแม่และชอบอยู่เพื่อนที่มีอายุไล่เลี่ยกัน ถ้าหากคบเพื่อนดีก็อาจรอดพ้นจากยาเสพติด ถ้าในกลุ่มเพื่อนมีผู้ติดยาโอกาสที่จะติดยาสูง "จากการพูดคุยเพื่อค้นหาต้นกำเนิดที่ทำให้เยาวชนติดยา ซึ่งเยาวชนให้คำตอบไปในทิศทางเดียวกันว่า เริ่มจากความอยากทดลองของเยาชนเอง เพราะว่ามีความเชื่อมั่นว่าลองเสพเพียงครั้งหรือสองครั้งไม่ทำให้ติดได้ แต่ท้ายที่สุดเยาวชนกลุ่มนี้จึงตกเป็นทาสยาเสพติด ทั้งนี้เยาวชนเล่าให้ฟังว่า เริ่มจากสูบบุหรี่ก่อนแล้วค่อยพัฒนาเป็นยาเสพติดประเภทอื่น เช่น สารระเหย กัญชา เฮโรอีน ยาบ้า เป็นต้น"
รศ.นวลจันทร์ กล่าวต่อว่า พื้นฐานความรู้ของพ่อแม่รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและสภาพแวดล้อมรอบตัวของเยาวชน ก็เป็นส่วนผลักดันให้เยาวชนเข้าไปพัวพันกับยาได้ "พ่อแม่มีความรู้น้อยจึงต้องทำงานหนัก เพราะฉะนั้นเวลาในแต่ละวันจึงหมดไปกับการทำงานให้ได้เงินมากๆ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความห่างเหินระหว่างพ่อแม่กับลูกขึ้น โดยเยาวชนบางคนบอกว่าเดือนหนึ่งถึงจะมีเวลาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาหรือกินข้าวร่วมกัน ขณะเดียวกันเยาวชนอยู่ในสังคมแคบๆ คือ อยู่ท่ามกลางคนผู้ติดยา-ค้ายา ดังนั้นหากเยาวชนรายใดมีจิตใจไม่เข้มแข็ง โอกาสติดยาจึงสูง จึงอยากเตือนพ่อแม่หันมาให้เวลาลูกเพิ่มขึ้น โดยการหาเวลาพูดคุยกับลูกบ่อยๆ เท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวย เพื่อเติมความรู้สึกของลูกว่า "พ่อแม่ไม่ได้ทอดทิ้งให้อยู่ตามลำพัง และลูกปรึกษาได้ทุกเรื่อง"
รศ.นวลจันทร์ กล่าวต่อว่า จากการดูประวัติของเยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจ พบว่าประมาณครึ่งหนึ่งเคยผ่านการบำบัดรักษาแล้วแต่กลับไปเสพหรือค้ายาแบบเล็กๆน้อยๆอีก และสาเหตุที่ผันตัวเองจากเป็นผู้เสพเพียงอย่างเดียวมาเป็นผู้ค้าด้วย เพราะว่าหาเงินได้ง่ายกว่าไปรับจ้าง "ไม่ว่าจะเป็นผู้เสพ ผู้ค้ายา หรือผู้เสพและผู้ค้า บทลงโทษที่ใช้อยู่ในขณะนี้ค่อนข้างล้าสมัยและไม่รุนแรงเหมือนต่างประเทศ ส่งผลให้มีบุคคลกลุ่มหนึ่งจึงกล้าเสี่ยง เพราะมีความคิดว่าหากทำสำเร็จค่าตอบแทนที่ได้คุม เพราะฉะนั้นควรมีการปรับบทลงโทษใหม่ โดยแยกออกเป็นอายุ หากเป็นเยาวชนควรนำตัวมารักษาให้หายแล้วให้เรียนหนังสือหรือเรียนสายอาชีพ เพื่อที่เยาวชนออกไปจะได้ประกอบอาชีพสุจริตไม่ไปเสพยาและค้ายาอีก ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่เยาวชนควรมีบทลงโทษสถานหนัก ปรับเป็นเงินจำนวนสูงจำคุกหลายสิบปี ทั้งนี้เพื่อให้คนที่กำลังคิดที่จะค้ายาตระหนักว่าหากผลาดมีโอกาสตายอยู่ในคุก"รศ.นวลจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย

( ข่าวจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 16 กันยายน 2544 )