รศ.นวลจันทร์ กล่าวต่อว่า จากการดูประวัติของเยาวชนที่อยู่ในสถานพินิจ พบว่าประมาณครึ่งหนึ่งเคยผ่านการบำบัดรักษาแล้วแต่กลับไปเสพหรือค้ายาแบบเล็กๆน้อยๆอีก และสาเหตุที่ผันตัวเองจากเป็นผู้เสพเพียงอย่างเดียวมาเป็นผู้ค้าด้วย เพราะว่าหาเงินได้ง่ายกว่าไปรับจ้าง "ไม่ว่าจะเป็นผู้เสพ ผู้ค้ายา หรือผู้เสพและผู้ค้า บทลงโทษที่ใช้อยู่ในขณะนี้ค่อนข้างล้าสมัยและไม่รุนแรงเหมือนต่างประเทศ ส่งผลให้มีบุคคลกลุ่มหนึ่งจึงกล้าเสี่ยง เพราะมีความคิดว่าหากทำสำเร็จค่าตอบแทนที่ได้คุม
เพราะฉะนั้นควรมีการปรับบทลงโทษใหม่ โดยแยกออกเป็นอายุ หากเป็นเยาวชนควรนำตัวมารักษาให้หายแล้วให้เรียนหนังสือหรือเรียนสายอาชีพ เพื่อที่เยาวชนออกไปจะได้ประกอบอาชีพสุจริตไม่ไปเสพยาและค้ายาอีก
ส่วนกลุ่มที่ไม่ใช่เยาวชนควรมีบทลงโทษสถานหนัก ปรับเป็นเงินจำนวนสูงจำคุกหลายสิบปี ทั้งนี้เพื่อให้คนที่กำลังคิดที่จะค้ายาตระหนักว่าหากผลาดมีโอกาสตายอยู่ในคุก"รศ.นวลจันทร์ กล่าวทิ้งท้าย
( ข่าวจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 16 กันยายน 2544 )