"ยาบ้า" ยังแพร่ระบาดหนักในภาคอีสานนักเรียนมัธยมครองแชมป์เสพสูงที่สุด

ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้มีการเปิดแผนปฏิบัติการ "บวร ร่วมใจ พ้นภัยยาเสพติด" อย่างเป็นทางการ ณ ห้องประชุม เปรมติณสูลานนท์ ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา โดยมี พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีประจำสำนักนายก รัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการแผนปฏิบัติการเพื่อเอาชนะยาเสพติดของรัฐบาล เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดแผนดังกล่าว และทำการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนให้ทราบ
ซึ่งในการประชุมเปิดแผนฯ ในครั้งนี้ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะต้องปฏิบัติการตาม แผนเข้าร่วมประชุมด้วย กว่า 18 หน่วยงาน เช่น ศูนย์พัฒนาคุณธรรม อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และศูนย์พัฒนาคุณธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงสาธารณสุข, หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา บก.ทหารสูงสุด, กองทัพภาคที่ 2, ตำรวจภูธรภาค 3 , ภาค 4 , ศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จังหวัดนครราชสีมา, ขอนแก่น, อุดรธานี, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด, เลย, หนองคาย, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี, ศูนย์บำบัดรักษายาเสพติด ขอนแก่น
พล.อ.ธรรมรักษ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งในเรื่องแนวทางการใช้พลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติด โดยได้กำหนดยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติดเป็นยุทธศาสตร์หลักสำหรับประสานพลังแห่งความร่วมมือในลักษณะพหุภาคีเพื่อต่อสู้กับปัญหายาเสพติด ซึ่งประกอบด้วยแนวทาง การปฏิบัติ 9 ประการด้วยกัน โดยเฉพาะแผนการปลุกพลังแผ่นดิน และการป้องกันถือว่าเป้ฯแผนงานสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้ประชาชนตระหนักต่อปัญหายาเสพติด และลุกขึ้นต่อสู้กับปัญหานี้ด้วยตนเอง โดยมีภาครัฐเป็นผู้ให้การสนับสนุน ซึ่งจะทำให้เกิดพลังมวลชนเป็นจำนวนมากมาร่วมกันแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
สำนักงาน ป.ป.ส. โดยสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แปลงนโยบายดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ ได้กำหนดแผนปฏิบัติการที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาคือ "ยึดคนและพื้นที่กลับคืน" โดยได้กำหนดแผนปฏิบัติการที่สำคัญ จำนวน 7 แผน ได้แก่ แผนการสร้างแนวป้องกันชายแดน แผนการแก้ไขปัญหาพื้นที่ แผนการปราบปราม แผนการบำบัดรักษา แผนการป้องกันแก้ไขในสถานศึกษา แผนการขยายวิทยากรกระบวนการ และแผนการอำนวยการการบริหารจัดการ ซึ่งในปี 2545 ได้ตั้งเป้าหมายในการทำงาน แยกเป็นเป้า หมายบุคคล จำนวน 63,000 ราย เป้าหมายหมู่บ้าน/ชุมชน จำนวน 12,288 แห่ง ในสถานศึกษา จำนวน 1,000 แห่ง ดังนั้นการดำเนินงานต่อเป้าหมายจะต้องบูรณาการแผนการแก้ไขปัญหาในหมู่บ้าน/ชุมชน และแผนการแก้ไขปัญหาในโรงเรียนเข้าด้วยกัน โดยปฏิบัติการไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ ต้องสอดคล้องเชื่อมโยงกันทั้งชุมชนและโรงเรียน โดยเฉพาะแผนการสร้างแนวป้องกันชายแดน และแผนแก้ไขเฉพาะพื้นที่ได้กำหนดยุทธวิธี คือ ใช้กระบวนการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อให้ประชาชนส่วนใหญ่ เกิดความตระหนักและลุกขึ้นมาต่อสู้กับปัญหายาเสพติด ส่วนผู้ค้า ผู้เสพ ก็ใช้วัฒนธรรมของสังคมไทยในอดีต คือหลักการให้อภัยกันทางสังคม เพื่อให้ผู้ค้า ผู้เสพ กลับมาทำความดีเพื่อแผ่นดิน ส่วนแผนการแก้ไขปัญหาในสถานศึกษา จะใช้แผนปฏิบัติการ บ ว ร ร่วมใจ พ้นภัยยาเสพติด เข้าไปดำเนินการในสถานศึกษา โดยใช้แนวคิด "บ้าน วัด โรงเรียน" เข้ามาผนึกกำลังกันในการทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา สาระสำคัญของแผน บวร ร่วมใจ พ้นภัยยาเสพติด เน้นการทำงานเชิงรุกเข้าไปในสถานศึกษา โดยใช้กลยุทธพระวิทยากรเข้าดำเนินการในโรงเรียน ภายใต้โครงการค่ายพุทธธรรม เพื่อปลุกกระตุ้นให้บุคลากรในสถานศึกษา ไม่ว่าจะเป็น ครู นักเรียน ฯลฯ ให้เกิดจิตสำนึกในการรักสถาบันต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ตัวเอง ครอบคัว โรงเรียน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
โดยเฉพาะเด็กนักเรียนจะเห็นคุณค่าในตัวเอง มีความเป็นผู้นำ และพร้อมที่จะแสดงพฤติกรรมที่ดีงามออกมา สิ่งใดที่เคยทำไม่ดีไว้ ก็จะยอมรับสารภาพ และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เลิกเกี่ยวข้องกับสิ่งไม่ดีทั้งหลาย หันกลับมาทำความดีช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะการพัฒนาตนเองและโรงเรียนให้เจริญรุ่งเรือง ซึ่งในแผนนี้จะมีเด็กนักเรียนออกมารับสารภาพว่าเคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ดังนั้นหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องช่วยกันแก้ไข โดยนำกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว เข้าโครงการต่อเนื่อง เช่น นำเข้าค่ายพัฒนาทักษะ และพัฒนาคุณภาพชีวิต ค่ายฟื้นฟูจิตใจ ค่ายพัฒนาผู้นำเยาวชน หรือกลุ่มเป้าหมายบางรายที่เป็นผู้เสพยาเสพติดเป็นประจำ อาจจะต้องเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษาของกระทรวงสาธารณสุข ส่วนผู้ค้ารายสำคัญ ต้องนำเข้าค่ายทำความดีเพื่อแผ่นดินเพื่อปรับอุดมการณ์ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ให้กลับมาเป็นคนดีของสังคมต่อไป
สำหรับเป้าหมายในการดำเนินงานตามแผนนี้ จะปฏิบัติการใน 9 จังหวัดได้แก่จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา อุดรธานี ร้อยเอ็ด มหาสารคาม เลย หนองคาย ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี มีโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และโรงเรียนประถมขยาย โอกาสบางส่วนเข้าร่วมแผน จำนวนทั้งสิ้น 345 โรงเรียน คาดว่าจะมีนักเรียนเข้าร่วมโครงการจำนวน ประมาณ 100,000 คน ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2545 เป็นเวลา 4 เดือน จะเห็นได้ว่าเป้าหมายที่ตั้งได้ทำงานในครั้งนี้มีจำนวนมาก โดยมีคณะทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษาของจังหวัดเป้าหมายเป็นคณะทำงานในปฏิบัติการ ซึ่งกลยุทธในการ 2-3 อำเภอ ดำเนินการในห้วงเวลาเดียวกัน โดยระดมพระวิทยากรทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่เข้ามาช่วยในการปฏิบัติการ และการทำงานแต่ละห้วงจะต้องมีการเตรียมความพร้อมก่อนปฏิบัติการระหว่างดำเนินงาน และสรุปผลการปฏิบัติ ตลอดจนมีการติดตามประเมินผลเป็นห้วง ๆ อย่างต่อเนื่อง ผลที่คาดว่าจะได้รับตากแผนนี้ คือเด็กนักเรียนที่เข้าโครงการนี้ บางส่วนที่รับสารภาพว่าเคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ก็จะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างอบอุ่น เพือช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ให้เป็นคนดีของสังคมมีความพร้อมทั้งการเรียน ให้เป็นเด็กเก่งและมีคุณธรรม จริยธรรมไปด้วยกัน โดยจะมีโครงการต่างๆ เข้าไปรองรับอย่างต่อเนื่อง และเด็กนักเรียนที่เข้าร่วม
โครงการนี้ทั้งหมด จำนวนประมาณ 100,000 คน จะเกิดการ่วมกลุ่มกันเป็น "กลุ่มเยาวชนคนของแผ่นดิน" เป็นแกนนำในการทำประโยชน์เพื่อสังคม ต่อสู้กับอบายมุขทุกชนิดทั้งในชุมชนและในโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพนัน ยาเสพติด ฯลฯ ทางด้านสถานการณ์ปัญหายาเสพติด พบว่าการแพร่ระบาดของยาเสพติดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ "ยาบ้า" ยังคงเป็นยาเสพ ติดหลัก โดยมีการนำมาจากแหล่งต่างๆ ทั้งจากประเทศเพื่อนบ้าน จากทางภาคเหนือโดยตรง และจากทางภาคกลางรวมทั้ง กทม. จากการสำรวจข้อมูลปัญหายาเสพติดในระดับหมู่บ้านที่สำนักงาน ป.ป.ส.ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เมื่อปี 2544 จากข้อมูลที่ได้รับ 22,000 หมู่บ้าน/ชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่ามีหมู่บ้านในระดับปานกลาง ระดับเบาบางและไม่มีปัญหา ประมาณ 1,305, 2,827, 8,838, 9,028 หมู่บ้าน/ชุมชนตามลำดับ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา ขณะที่การแพร่ระบาดยาเสพติดในกลุ่มนักเรียน จากการสำรวจข้อมูลในปีเดียวกันพบว่า มีนักเรียนที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ประมาณ กว่า 1 แสนคนโดยยาบ้า มีสัดส่วนมากที่สุดประมาณ 60% รองลงมา ได้แก่ กัญชา ยากล่อมประสาท และสารระเหย และเมื่อพิจารณาประเภทของสถานศึกษาที่มีการแพร่ระบาด สามัญศึกษา อาชีวศึกษา มีการแพร่ระบาดมากที่สุด ประมาณ 52% และ 20% ของสถานศึกษาทั้งหมดที่มีปัญหา ตามลำดับ

( ข่าวจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน 2545 )