วัยรุ่นกับยาเสพติด "วัยใส" เหยื่อยาบ้าสองชั้น

ลูกค้าชั้นดี : เส้นทางสู่ "เอเย่นต์"

"ของพรรค์นี้ไปที่ไหนก็มีทุกที่ ไปบ้านเพื่อนประจวบฯ ก็มี ไปชุมพรบ้านเพื่อนก็มี มีทุกที่ๆ เราไป หาซื้อง่ายเหมือนซื้อบุหรี่" เอ็มบอกเล่าถึงความง่ายในการเข้าถึง "ยาบ้า" ยาเสพติดอันดับหนึ่งในหมู่วัยใส เอ็มเป็นหนึ่งในวัยใส ประมาณ 6 แสนคน ที่เข้ามาพัวพันกับยาบ้า
เหตุที่เยาวชนเหล่านี้ใช้สารเสพติดอาจแตกต่างกันไป ด้วยความอยากรู้อยากลอง ถูกหลอกลวง โดนบังคับให้เสพ เข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งที่ดี มีปัญหาทางครอบครัว ถูกชักจูงจากเพื่อน ฯลฯ หรืออาจเป็นเหตุผลต่างๆ ประกอบกับสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุด ก็คือ วัยใสหรือวัยที่ยังไม่บรรลุวุฒิภาวะทางอารมณ์ วัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่เด็กก็ไม่ใช่ ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิงนั้น เป็น "ตลาดยาบ้า" ที่ใหญ่ที่สุดและชักจูงได้ง่ายที่สุด ยิ่งกว่านั้น โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาระดับต่างๆ ยังทำหน้าที่เป็นเหมือน "ตลาดย่อยๆ" ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทุกภาค ทุกจังหวัด
ด้วยเหตุนี้เอง จึงไม่น่าแปลกใจว่า เพราะเหตุใด ? วัยใสกว่าครึ่งล้านจึง "ถูกดูด" เข้าสู่วงจรยาบ้า ไม่ในฐานะ "ผู้เสพ" หรือ "กลุ่มเป้าหมาย" ก็ในฐานะ "ผู้ค้า" หรือ "เครื่องมือ" ของ "ขบวนการค้ายาบ้า" อันเป็นที่รับรู้กันอย่างกว้างขวางว่า มีทั้งมาเฟียและคนในเครื่องแบบให้ความคุ้มครอง
"ตอนแรกเล่นกับเพื่อนไม่เคยซื้อไม่เคยเสียเงินเลย เพื่อนจะให้ตลอด มาเริ่มซื้อตอนที่เพื่อนมาถามว่า จะเล่นหรือเปล่า พอบอกว่าเล่น เพื่อนก็บอกว่าไม่มีเงิน เราก็ให้เงินเรา พูดง่ายๆ เหมือนทีแรกเพื่อนอ่อยเหยื่อเอาไว้"
ยาบ้าที่เพื่อนเอ็มนำมาเสพนั้น ไม่ได้หามาอย่างยากลำบาก เพราะสามารถหาซื้อได้จากรุ่นพี่ "ในโรงเรียน" นั่นเอง ในราคาเม็ดละ 100 บาท และในช่วงเดียวกันนี้เอง เมื่อเอ็มกลับบ้านในช่วงวันหยุด ได้พบญาติเสพยาเสพติดประเภทยาอี ยาเค และซาแนกซ์อยู่ในห้องกับเพื่อน เอ็มจึงเข้าสู่ยาเสพติดมากขึ้น
ช่วงหนึ่งที่เอ็มตะลอนไปตามบ้านเพื่อนๆ เอ็มได้รู้จักและสนิทสนมกัน ซึ่งมารู้ภายหลังว่า รุ่นพี่คนนี้เป็นคนขายยาบ้าด้วย เมื่อรุ่นพี่เอายาบ้ามาฝากให้ช่วยเก็บไว้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เอ็มเพิ่มสถานะจากผู้เสพมาเป็นผู้ค้าด้วย
"ไม่ใช่ว่าเริ่มรู้จักจะขายเลย เริ่มโดยรุ่นพี่เอาของมาฝากไว้ ก็เลยคิดว่า ถ้าเรามีของขนาดนี้ ขายขนาดนี้ เราจะได้หาเงินได้ด้วยตัวเองอีกทางหนึ่ง" เอ็มถ่ายทอดความคิดในตอนนั้นให้ฟัง
"สมมติเรารับมา 20 เม็ด ราคาข้างนอก 60-65 บาท แต่เรามาขาย 100 บาท กำไร 30-35 บาทต่อเม็ด ได้เงินจากบ้านก็ลงทุนเองเดือนละ 2,000 บาท แต่ยังฝากรุ่นพี่ขายอยู่" หลังจากนั้น เอ็มเริ่มมีปัญหากับรุ่นพี่ จึงหันมาทำเองกับเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง โดยตัวเองเป็นนายทุน และให้เพื่อนเป็นนายหน้า ซื้อหายาบ้าและออกไปรับยาด้วยตัวเอง
"ช่วงนี้รู้ทุกอย่าง รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่ารับของจากคนนี้ได้ รู้ทางหนีทีไล่ เคยซ้อนรถเพื่อนไปเอายามา แล้วเจอด่านตำรวจก็ซ่อนของไว้ในอุ้งมือ เวลาตำรวจค้นก็เอามือประสานไว้ท้ายทอยก็ค้นไม่เจอ แต่เวลาฉุกเฉินที่ต้องโยนทิ้งไปบ้างก็มี นั่นคือ ช่วงที่บริหารชีวิตได้ แต่เป็นในทางที่ไม่ดี" เอ็มบอกเล่าถึงช่วงเวลาในอดีต
ระยะเวลานับแต่เอ็มเริ่มลองเสพยาบ้ามาจนถึงเป็นผู้ค้า เอ็มบอกว่าใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีเพียงประมาณ 1 เทอมการศึกษาหรือ 3-4 เดือนเท่านั้น

ลูกค้าชั้นดี : เส้นทางสู่ "เอเย่นต์"

ก่อนที่เอ็มจะกลายเป็น "เอเย่นต์" ที่รู้ทางหนีทีไล่หนีตำรวจนั้น เอ็มเป็น "ลูกค้าชั้นดี" ที่บริโภค "สินค้า" ชนิดที่ทั้ง "ผู้ประกอบการ" และ "เอเย่นต์" จะต้องชื่นชอบโปรดปราน เอ็มเริ่มต้นจากเสพยาทีละครึ่งเม็ดในช่วงแรก แต่ระยะหลังเอ็มเริ่มใช้ยาบ้ามากขึ้นถึงวันละ 4-6 เม็ด บางครั้งไม่ได้นอนติดต่อกัน 3-4 วัน
"เป็นช่วงที่หักโหม เล่นติดต่อกันเลย เช้ากลางวันเย็นแบบแทนกินข้าวเลย แล้วก็จะกินนมกับน้ำแทนข้าว เพราะกินอะไรไม่ลง" เอ็มบอกและเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของตัวเองให้ฟังว่า "มีขี้เกียจบ้าง โดดเรียนเพื่อเล่นยา เล่นเสร็จขี้เกียจเรียนก็อยู่หอ บางทีก็หนีไปอยู่บ้านเพื่อน หนึ่งอาทิตย์โรงเรียนจะให้กลับบ้านได้วันศุกร์-เสาร์ วันอาทิตย์ต้องกลับมา บางทีเราก็ออกจากโรงเรียนตั้งแต่วันพุธ ไปอยู่ตามบ้านเพื่อนแล้วกลับมาโรงเรียนวันอาทิตย์"
ยาบ้าราคาเม็ดละ 60-100 บาท ในขนาดการบริโภค 4-6 เม็ดนี้เอง ที่ผลักดันลูกค้าชั้นดีไปเป็นเอเย่นต์ ซึ่งก็ไม่ยากเย็นอะไรเลย เพราะว่าช่องทางการเข้าถึงทั้งเอเย่นต์รายย่อยและตลาดนั้นง่ายมาก ...อยู่รอบตัวไปหมด ภายในโรงเรียนนั่นเอง !

ความอยากลอง : แมชชิ่งอันดับหนึ่ง

ในหมู่คนรู้จักที่โรงเรียน เอ็มบอกว่า 70% เสพยาบ้า ส่วนผู้หญิงมีประมาณ 20% เอ็มเคยถามเหตุผลที่เพื่อนเสพยาก็ได้รับคำตอบว่า "อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร" ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวกันกับตัวเอ็มเองในช่วงแรกเริ่ม
"ไปอยู่หอพักในห้องมีอยู่ 4 คน เพื่อน 3 คนเล่นยาบ้า ผมไม่ได้เล่น เวลาเรานอนเพื่อนไม่นอนเราก็สงสัยมานาน สังเกตเวลาเข้าห้องน้ำ มันก็เข้ากันหลายคนเลยปีนดู ก็เห็นเพื่อนเล่นยา" เอ็มเล่าให้ฟัง
"ความรู้สึกจริงๆ สงสัยว่า ทำไมเพื่อนเล่นกันแล้วไม่หลับไม่นอนกัน เลยอยากรู้ ก็เข้าไปบอกเพื่อนว่า ขอลองบ้างสิ เพื่อนก็สอน"
ความเชื่อที่ว่าวัยใสที่ติดยาบ้ามาจากปัญหาครอบครัวแตกแยก มีฐานะไม่ดี อยู่ในสภาพแวดล้อมไม่ดี มีปัญหา ไม่ได้รับการอบรม จึงเป็นเพียงความเชื่อที่ไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริง "ทางบ้านไม่เกี่ยวเลย จริงๆ พ่อแม่แยกทางกัน มาอยู่กับลุงกับป้ากับพี่ชายอีกคนก็ถือว่าอบอุ่นพอควร ถึงจะไม่ได้เจอกันเท่าไร" เอ็มบอก "เอ็ม" เป็นตัวอย่างหนึ่งของเยาวชนที่มาจากครอบครัวที่มีการอบรมเลี้ยงดูที่ดี และค่อนข้างมีฐานะ แม้ว่าพ่อแม่ของเอ็มจะแยกทางกันไป แต่เหตุการณ์นั้นก็นานเกินกว่าที่เอ็มจะเก็บมาใส่ใจ เพราะเอ็มมีลุงกับป้าที่ให้ความรักความเอาใจใส่และดูแลเอ็มอย่างดีมาโดยตลอด
เรื่องราวของเอ็มบอกเราว่า ในความเป็นจริง ยาบ้าลุกลามเข้าสู่ทุกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นในสังคมระดับใด หรือครอบครัวที่อบอุ่นใดก็ตาม รวมทั้งบอกเราว่า ความสอดคล้องกันระหว่าง ตลาดที่หา "กลุ่มเป้าหมาย" กับ "ลูกค้า" ที่อยากรู้อยากเห็นต่างหาก ที่เป็นเหตุผลอันดับหนึ่งของปัญหายาบ้าระบาดในวัยใส
วันนี้ ยาบ้าจึงมาเคาะประตูถึงทุกบ้าน อยู่ที่ว่าบุตรหลานใครจะเปิดประตูรับเข้ามา วันนี้ อาจไม่ใช่บ้านคุณ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าไม่ใช่วันพรุ่งนี้ ...ยาบ้าจึงใกล้ตัวลูกหลานคุณมากกว่าที่คิด...

การกลับตัว กับ "โอกาส" ที่มี

เรื่องราวของเอ็มคงจบลงอย่างไม่สมบูรณ์ ถ้าหากว่าไม่บอกเล่าเรื่องราวจนจบว่า ท้ายที่สุด เส้นทางชีวิตของเอ็มเป็นอย่างไร แน่นอนว่า วันหนึ่ง เอ็มถูกทางโรงเรียนและที่บ้านจับได้ว่า เสพยาบ้า
เอ็มเล่าว่า วันหนึ่งทางโรงเรียนสุ่มตรวจปัสสาวะ เอ็มถูกสุ่มตรวจ และแจ้งผลไปที่บ้าน แม้ว่าจะไม่ถูกไล่ออกเพราะทางโรงเรียนไม่มีหลักฐาน แต่ก็ส่งผลให้เอ็มหยุดการใช้ยาได้ระยะหนึ่ง "ก่อนหน้านั้น หยุดใช้ยามาประมาณ 1 เดือนแล้วเพราะเริ่มเบื่อ แต่พอตรวจก็ยังเจออยู่ พอโรงเรียนส่งผลมาที่บ้านป้าเป็นคนรับรู้ โดนว่าไปมากเหมือนกัน แต่เขาก็ยังให้อภัย" เอ็มเล่า "กลับไปเรียนก็เข็ดอยู่พักหนึ่ง ประมาณ 3 อาทิตย์ก็เอาอีก แต่คราวนี้เสพอย่างเดียว ไม่ได้ขายแล้ว โรงเรียนก็ยังมีสุ่มตรวจอยู่ ยังโดนสุ่มตรวจอยู่ แต่คราวนี้ไม่โดน เพราะใช้ของคนอื่นไปให้เขาตรวจ คือ ให้เขาใส่ถุงไปให้ เราก็มัดไว้ในกางเกงใน พอเข้าไป เราก็เจาะรูฉีดใส่ลงขวด เป็นของคนอื่นที่ไม่เล่น ไม่ใช่ของเรา"
สุดท้าย เอ็มดร็อปการเรียนไว้กลับมาอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ และห่างหายจากยาบ้าไปในที่สุด แต่ใช่ว่าเอ็มจะหลุดพ้นจากวงจรของยาเสพติด "ทุกวันนี้ ก็ยังมีกัญชาบ้าง ยาอีบ้าง อะไรบ้าง เพราะสภาพแวดล้อมก็มีส่วน อย่างถ้าอยู่กันสองคนๆ นึงเล่น เราเห็นทุกวัน วันหนึ่งเราก็ต้องเล่น แต่ยาบ้าไม่เอาแล้ว คงเพราะมันไม่มีด้วย อีกอย่างตัวเราไม่ดิ้นรนหา ถ้าดิ้นรนยังไงก็มี" เอ็มถือว่าเป็นวัยใสที่ค่อนข้างโชคดี และแม้โรงเรียนกับที่บ้านจับได้ แต่ก็ไม่ได้โบยตีเขาอย่างรุนแรง ที่สำคัญ เอ็มไม่เคยถูกจับและถูกนำตัวส่งไปยังสถานพินิจ

( ข่าวจากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 พฤษภาคม 2545 )