'พระพยอม'เผย โรงเรียนดังมีนักเรียนเสพยา
ระบุปัญหายาเสพติดยุคนี้รุนแรงสุด
ด้าน'สิริกร'ชี้แก้ปัญหายาเสพติดในโรงเรียนต้องปรับทัศนคติของผู้ปกครอง-ผู้บริหารโรงเรียน ยอมรับความจริงร่วมกันแก้ไข ไม่ต้องกลัวใครประณาม และถือว่าไม่ใช่ความผิดของผู้บริหาร ต้องยกย่องโรงเรียนมากกว่าตำหนิ-ประณาม เพราะต้องการแก้ปัญหาเพื่อเด็กๆจริงๆ ด้านปลัดศธ.แนะโรงเรียนต้องใช้ดุลยพินิจไล่ออกเด็กติดยาถูกบังคับหรือไม่ การดำเนินการตามแผนแก้ไขปัญหายาเสพติด ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เวลากว่า 1 ปี หลายฝ่ายเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของคำว่า"พลังแผ่นดิน" ว่าหากต้องการแก้ไขปัญหาชาติตัวนี้ทุกฝ่ายต้องลงมาช่วยกันแก้ไข ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอีกต่อไป
วันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับกองบัญชาการทหารสูงสุดและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเรียนรู้เรื่องยาเสพติดจากเด็ก ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โดยมีนักเรียนจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑลประมาณ 300 คนร่วมประชุม
พระพยอม กัลยาโณ ประธานมูลนิธิวัดสวนแก้ว กล่าวว่า ไม่มียุคไหนในประเทศไทยที่จะมีปัญหายาเสพติดหนักเท่ายุคนี้ นักเรียนจะแก้ปัญหาได้ต้องฝึกคิดที่จะหยุดยับยั้ง หักห้ามใจไม่ให้เข้าไปเกี่ยวข้องและต้องพลิกฟื้นการศึกษาของไทยให้เด็กรู้คุณรู้โทษ และหันมาเป็นผู้ชอบผลิต อย่าเป็นผู้รับ ผู้ตาม ผู้นิยมแต่จะบริโภค และพระพยอมยังกล่าวด้วยว่ายาเสพติดแพร่ระบาดเข้าไป โรงเรียนจำนวนมากเพราะผู้ที่ผลิตวางเป้าหมายเข้าไปยังเด็ก แม้แต่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ซึ่งอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน เคยเล่าให้ฟังว่าไล่เด็กที่ขายยาบ้าออกจากโรงเรียนไป 11 คน "นอกจากนี้เคยไปเทศน์ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลเขาก็ยอมรับ ตอนนี้เหมือนกันหมดแล้ว เพราะเด็กอยากขาย ไม่ใช่เสพอย่างเดียว" พระพยอมกล่าวและว่า เพิ่งทราบมาว่าวัด 30,000 กว่าวัด เด็กจะหาวัดเข้าค่ายเพื่อบำบัดฟื้นฟูสภาพจิตใจหาไม่ได้ เพราะมีไม่กี่วัดที่มีที่พักเพียงพอสำหรับเด็ก ยกตัวอย่างที่วัดสวนแก้วก็เช่นกัน มีหลายโรงเรียนมาจองคิวเข้าค่ายแต่มีที่พักไม่พอ ทั้งที่ตอนนี้มีที่ดินแต่ไม่มีเงินสร้าง อยากฝากกระทรวงศึกษาธิการช่วยดูแลให้ด้วย
'สิริกร'ชี้ต้องยกย่องโรงเรียนยอมรับความจริง นางสิริกร กล่าวกรณีพระพยอมระบุว่าโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยเคยไล่เด็กค้ายาบ้า 11 คนออกจากโรงเรียนว่าเคยได้รับรายงานบ้าง ขณะนี้ต้องยอมรับว่าปัญหาการต่อสู้กับยาเสพติดคือการต่อสู้กับทัศนคติ ไม่ว่าทัศนคติของผู้ปกครองที่มีเวลาให้ลูกน้อยหรือผู้บริหารโรงเรียนที่ยังไม่ยอมรับปัญหาสารเสพติด เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในการแก้ปัญหายาเสพติด หากวันนี้ผู้บริหารยอมรับและเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหาแท้จริงจะนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างครบวงจรกรณีมีเด็กค้าสารเสพติด แน่นอนว่าต้องแก้ไขอย่างเข้มงวดตามกฎหมายของบ้านเมือง เธอคิดว่าโรงเรียนส่วนใหญ่ยอมรับปัญหา แต่ยังมีบางโรงไม่ยอมรับ กลัวว่าเปิดเผยไปแล้วจะถูกประณามหรือไม่มีใครมาเรียน "ถ้าพบว่ามีเด็กติดยาเสพติดในโรงเรียนไม่ใช่ความผิดของผู้บริหาร เพราะดิฉันคิดว่าเป็นปัญหาสังคมที่รุมเร้าเข้ามาด้วย บางครั้งมาจากบุคคลภายนอก ผู้ปกครอง ครูหรือทุกอาชีพเข้ามา แต่เราต้องจับมือกันแก้ไขปัญหา โรงเรียนที่น่ายกย่องไม่ใช่โรงเรียนที่สีขาวบริสุทธิ์ แต่โรงเรียนที่ควรยกย่องคือโรงเรียนที่ได้พยายามทำเพื่อเด็กอย่างแท้จริง" รมช.ศึกษาธิการ กล่าว
นายจรูญ ชูลาภ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า อาจจะเป็นไปได้ว่ามีข้อมูลดังกล่าว แต่ไม่ได้รายงานมาที่เขา คงรายงานไปที่กรมสามัญศึกษา และเป็นนโยบายอยู่แล้วว่าเด็กที่ค้าสารเสพติดต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนระเบียบของโรงเรียนในความผิดแบบนี้ต้องให้ออก แต่ต้องเป็นดุลยพินิจของโรงเรียนด้วยว่าเด็กค้าเองหรือถูกบังคับ ซึ่งต้องพิจารณาด้วยถ้าถูกบังคับแล้วไล่ออกก็เป็นการตัดอนาคตของเด็ก
รายงานระบุว่า ปัจจุบันโรงเรียนและสถานศึกษาเริ่มเข้าใจแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดยาเสพติด ในสถานศึกษามากขึ้น ว่า กรณีผู้บริหารสถานศึกษาสามารถเปิดเผยจำนวนตัวเลขที่แท้จริงของผู้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการค้ายาเสพติด ถือเป็นความสำเร็จของผู้บริหารที่สามารถแยกแยะจำนวนนักเรียนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าวได้สำเร็จ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขบำบัด-รักษา "ไม่ใช่เรื่องของความผิด หรือเรื่องเสียหายที่ผู้บริหารระดับสูงจะมาประณามตำหนิหรือลงโทษ ควรที่จะมีการปูนบำเหน็จผู้บริหารด้วยซ้ำเพราะตั้งใจแก้ไขปัญหาเพื่อเด็กอย่างจริงจัง"

( ข่าวจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับวันที่ 14 มิถุนายน 2545 )