แก๊งยาบ้ายึดโรงเรียนเต็มรูปแบบ รุกขายผ่านเอเย่นต์เด็ก 70%

รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าทีมวิจัยเกี่ยวกับสถานการณ์ยาบ้าในสถานศึกษาเปิดเผยข้อมูลว่า จากการที่คณะทำงานได้ลงเก็บข้อมูลภาคสนามใน 3 จังหวัดคือ เชียงราย กรุงเทพฯ และยโสธร ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ความรุนแรงของ ปัญหายาบ้าตามโรงเรียนนั้นอยู่ในขั้นที่วิกฤติและน่าเป็นห่วงอย่างมาก
เนื่องจากขณะนี้ "เด็กนักเรียน" ได้ตกเป็นเป้าหมายใหญ่ของขบวนการค้ายาบ้าไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งใน ฐานะของ "ผู้เสพ" ที่พบว่ามีตัวเลขของการติดยาสูงถึง 600,000 คนและในฐานะของ "ผู้ขาย" ที่ปัจจุบัน เด็กนักเรียนได้กลายเป็น เครือข่ายขายยาบ้าที่มีสัดส่วนที่สูงที่สุดของประเทศเลยก็ว่าได้
จากการประมาณการของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันยาเสพย์ติด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองทัพบก ที่ระบุเอาไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2543-44 จะมียาบ้าทะลักเข้าสู่ประเทศไทยถึงปีละ 600-700 ล้านเม็ด ยาบ้าจำนวนมหาศาลจะถูกส่งผ่านเอเย่นต์เด็กมากถึง 70% หรือคิด เป็นจำนวนมากราว 430-470 ล้านเม็ด
ที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้นก็คือ องค์การค้ายาบ้าจะเริ่มขบวนการชักจูงเด็ก ใน 3 กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน เริ่มจากกลุ่มเด็กที่มีปัญหาทางครอบครัวแตกแยก ขัดสน ยากจน มีผลการเรียนต่ำ ซึ่งจะได้รับยาฟรีๆ ก่อน จากนั้นจะค่อยๆให้ เรียนรู้กระบวนการ ส่งยา ดูต้นทาง เป็นสาย รู้จักส่งของตามที่นัดหมาย พร้อมทั้งปรนเปรอด้วยวัตถุสิ่งของเสื้อผ้าที่ดี
จากนั้น เด็กกลุ่มนี้จะถูกโยงไปสู่เด็กที่มี "ความสามารถดี" เรียนเก่ง เป็นฮีโร่ เป็นที่รู้จักและยอมรับในกลุ่มเพื่อนฝูง เพื่อใช้เป็นต้นแบบในการเสพยาบ้าให้กับเพื่อนๆ โดยเฉพาะเด็กในกลุ่มที่ยึดแนวคิด "วัตถุนิยม เพศเสรี และยาเสพย์ติด" เป็นคติธรรมในใจ ยิ่งถูกชักจูงให้เข้ามาเป็นเครือข่ายได้ง่าย เนื่องจากขบวน การค้ายาพร้อมที่จะสนับสนุนปัจจัยแห่งความฟุ้งเฟ้อได้ในทุกรูปแบบ รถมอเตอร์ไซค์ เครื่องเล่นซีดี เพศตรงข้าม ยาบ้าเสพฟรี โทรศัพท์มือถือและอีกสารพัดตามที่อยากจะได้ ขณะที่ "เด็กผู้หญิง" ก็ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวพันเช่นกัน แต่ไม่ใช่ในฐานะผู้ค้า แต่กลายเป็น "เหยื่อ" ที่เข้ารับสนองเรื่องเพศ หรือมารับโทษและความผิดแทนครอบครัวหรือแฟนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นได้จากปริมาณเด็กผู้หญิงที่ทำความผิดในคดียาบ้าที่ "บ้านปราณี" ของกรมประชาสงเคราะห์นั้นมีมากกว่าอัตราที่จะรองรับได้
นอกจากนั้น ปัจจัยส่งเสริมที่เพิ่มมากขึ้นจนน่าเป็นห่วงคือ ครอบครัว จำนวนไม่น้อยที่ดึงบุตรหลานของตนเข้าสู่กระบวนการค้ายาบ้า ทำให้ เด็กเกิดความสับสนและแยกแยะไม่ออกระหว่างสิ่งที่ดีกับสิ่งที่เลว

ผลของยุทธศาสตร์ดังกล่าว ทำให้การปราบปราม "หัวขบวน" ของแก๊งค้า ยาบ้าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
"สาเหตุที่เด็กถูกดึงเข้ามาเป็นเอเย่นต์ใหญ่มี 2-3 ปัจจัยด้วยกัน คือ หนึ่ง-ง่ายต่อการชักชวนให้หลงเชื่อและเป็นเหยื่อของการลองใช้ยาบ้าได้ง่าย เพราะเมื่อเด็กติดแล้วก็จะพัฒนาตนเองเป็นทั้งผู้เสพและผู้จำหน่ายในเวลาเดียวกัน
"นอกจากนี้ ก็เป็นเพราะช่องว่างทางกฎหมาย เนื่องจากเมื่อเด็กถูกจับกุม ระบบกฎหมายเอื้อให้เด็กถูกลงโทษต่ำ เช่น ถ้าอายุต่ำกว่า 7 ปีได้แค่การตักเตือน ถ้าอายุไม่เกิน 14 ปีก็แค่เรียกพ่อแม่ผู้ปกครองมาทำทัณฑ์บน เท่านั้น แถมราคาค่าจ้างก็น้อยกว่าผู้ใหญ่ถึง 70.4 % คือได้เงินเพียงแค่ 1,000-3,000 บาท
"ที่สำคัญคือการใช้เด็กเป็นเอเย่นต์จะสามารถตัดตอนไม่ให้สามารถสาวถึงตัวหัวขบวนได้ ผมว่า ตอนนี้เด็กนักเรียนมีความสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นทาสยาบ้ามากขึ้นทุกขณะในทุกระดับชั้น โดยเฉพาะแถวแหล่งพักยาในย่าน ปริมณฑลยิ่งติดเยอะ"
รศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อไปว่า อีกหนึ่งมูลเหตุที่ทำให้องค์การค้ายาบ้า เป็นขบวนการที่เติบใหญ่อย่างรวดเร็วเป็นเพราะมีการบริหารจัดการ ทั้งระบบผลิต และขนส่งสู่พื้นที่ในลักษณะของ "สหวิทยาการ" หรือสามารถนำทุกยุทธศาสตร์มาใช้ ทำให้การขายมีประสิทธิภาพมาก ทั้งเชิงการผลิตในระบบอุตสาหกรรมในเขตกันชนของชนกลุ่มน้อยอิสระ การขนส่งด้วยระบบอาวุธที่ทันสมัย การขนส่งและสั่งซื้อสารเคมีตั้งต้นด้วย การใช้เทคโนโลยีสื่ออุปกรณ์ทันสมัย ระบบฟอกเงินให้ถูกกฎหมายผ่าน สถาบันการเงินทั้งในและนอกประเทศ การซื้อกลไกของรัฐบางส่วนมาเป็นเครื่องมือและช่วยปกป้องขบวนการทุกขั้นตอน ขณะเดียวกันก็สามารถนำ "จิตวิทยาชุมชน" มากำหนดกรอบเงื่อนไข การควบคุมหน่วยประชาชนในพื้นที่ รวมกระทั่งถึงการเข้าถึงปัญหาชีวิต ความต้องการ ระบบความสุขของเด็กและเยาวชนไทยได้อย่างแยบยล เป็นต้น
ที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ ขณะที่องค์การค้ายาบ้าเติบโต ระบบการจัดการของภาครัฐกลับวิ่งสวนทางกันชนิดที่แทบไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ จากยาบ้า 600-700 ล้านเม็ดที่เข้าสู่ประเทศไทย รัฐสามารถจัดกุมและปราบปรามได้เพียง 10-12 % หรือ 70-80 ล้านเม็ดเท่านั้น ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่ต่ำมากและถือเป็นความล้มเหลวในเชิงการข่าว และการปราบปราม แถมโครงการรณรงค์ที่หน่วยงานต่างๆ คิดค้นขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาขึ้นมา ก็เป็นเพียงแค่การ "นำร่อง" ที ่ประสบความสำเร็จในระดับชุมชนเพียงแค่ 5 % เท่านั้น ขณะที่ชุมชนที่เหลืออีก 80-90 % ไม่สามารถเข้าไปถึงได้เลยแม้แต่น้อย หรือสามารถฟันธงได้ว่า เป็นแค่โครงการหาเงิน หรือต้องการดึงงบประมาณมาสู่หน่วยงานของตน โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผลสำเร็จแต่อย่างใด
" ผมว่าวิธีการจัดการยาบ้าของรัฐบาลล้าหลังกว่าแก๊งยาบ้าประมาณ 5-7 ปี อธิบายง่ายๆ ก็คือไม่มีทางจัดการปัญหาให้เด็ดขาดได้ในขณะนี้นั่นเอง และไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น เพราะนับตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา รัฐได้สูญเสียและ พ่ายแพ้องค์การยาบ้ามาโดยตลอด แล้วตำรวจเองมีส่วนสำคัญที่ทำให้ปัญหายาบ้าเพิ่มขึ้น เพราะจับได้แล้วก็ปล่อย มีการหาประโยชน์ มีการรับสินบนส่วยยาบ้าถึง 23.8 % และองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านยาเสพย์ติดเชื่อว่า ตำรวจได้ทำให้ปัญหายาบ้าเพิ่มขึ้น ถึง 42.9% " รศ.ดร.สมพงษ์กล่าวทิ้งท้าย

( ข่าวจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 13 มิถุนายน 2544 )